ตอนที่ 7
ตอนที่ 7 เส้นทางยาม
คำว่า "ผ้าห่ม" ค้างอยู่ในหูภาคินนานกว่าที่ควร
เขานั่งเงียบอยู่ข้างกองฟืน มือยังกำเชือกมัดฟืนที่เพิ่งขโมยมา ต้าหนิวมองหน้าเขาแล้วขมวดคิ้ว
"เป็นอะไร เสี่ยวเฟิง ผู้อาวุโสซ่งใจดีออก ทั้งสำนักมีใครเอาผ้าห่มมาให้ศิษย์รับใช้บ้าง"
"นั่นแหละที่น่ากลัว" ภาคินพึมพำ
"ห๊ะ?"
"เปล่า" เขาฝืนยิ้ม "ข้าแค่ไม่ชินที่มีคนดีด้วย"
ต้าหนิวหัวเราะ ตบไหล่ซ้ายของเขาเต็มแรงจนภาคินแทบร้องออกมา แผลยังไม่หาย แต่เขากัดฟันกลืนเสียงลงคอ เพราะในหัวกำลังคิดเรื่องที่สำคัญกว่าความเจ็บ
ในประวัติศาสตร์ของเกม หลิวเฟิงตายด้วยพิษในคืนวันที่เจ็ดเดือนสิบสอง ไม่มีบาดแผล ริมฝีปากม่วง มือกำจดหมาย
ถ้าซ่งต้องการให้เด็กคนหนึ่ง "ตายเพราะพิษ" โดยไม่มีใครสงสัย เขาต้องรู้สองอย่าง หนึ่ง เด็กกินยาที่ให้ไปหรือยัง และสอง เด็กนอนตรงไหน
วันนี้เขาถามครบทั้งสองข้อแล้ว
เกมให้เวลาเจ็ดวัน แต่ภาคินเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่านาฬิกาของเกมกับนาฬิกาของโลกนี้เดินตรงกัน เพราะเขาไม่ได้กินยา ซ่งอาจเปลี่ยนแผน และคนที่เปลี่ยนแผนมักทำเร็วขึ้น ไม่ใช่ช้าลง
"ต้าหนิว" ภาคินเงยหน้า "คืนนี้ข้าขอนอนที่เจ้าได้ไหม"
"หา? ที่ข้าติดหน้าต่าง ลมเข้าทั้งคืนนะ"
"ข้าชอบลม"
ต้าหนิวมองเขาเหมือนมองคนบ้า แล้วก็ยักไหล่ "ตามใจ ข้าไปนอนที่เจ้า ที่เจ้าอยู่ติดผนัง อุ่นดี"
"ไม่" ภาคินพูดเร็วกว่าที่ตั้งใจ "เจ้าห้ามนอนที่ข้า"
ความเงียบลอยค้าง ต้าหนิวกะพริบตาช้าๆ
"เสี่ยวเฟิง เจ้าปิดอะไรข้าอยู่"
ภาคินคิดอยู่สามวินาที นานพอจะชั่งว่าความจริงครึ่งเดียวอันตรายแค่ไหน
"ข้าคิดว่ามีคนจะมาเอาของบางอย่างจากที่นอนข้า" เขาตอบ ไม่ใช่โกหก ของที่ว่าคือชีวิต "ถ้าเจ้าไปนอนตรงนั้น เขาอาจทำร้ายเจ้าแทน"
"ใคร"
"ยังไม่รู้"
โกหกคำแรกกับคนที่ไว้ใจเขาที่สุดในโลกนี้ ภาคินรู้สึกเหมือนกลืนก้อนหินลงไป
ต้าหนิวจ้องเขาอยู่นาน แล้วพยักหน้าครั้งเดียว "งั้นเราสองคนนอนที่ข้าด้วยกัน เบียดหน่อยไม่ตาย"
คืนนั้น ภาคินทำ "ตัวเขา" ขึ้นมาบนที่นอนเดิม
เขาม้วนเสื้อเก่าสองตัวกับฟางมัดหนึ่ง ยัดเข้าไปใต้ผ้าห่มบางๆ จัดให้นูนเป็นรูปคนนอนตะแคงหันหน้าเข้าผนัง ท่าเดียวกับที่หลิวเฟิงตัวจริงนอนทุกคืน เขารู้เพราะร่างกายนี้จำได้ ไหล่ขวาด้านล่างมีรอยด้านจากการนอนท่าเดิมนานหลายปี
แล้วเขาหยิบผงขี้เถ้าจากเตาครัวโรยบางๆ ที่พื้นหน้าที่นอน บางพอที่ในความมืดจะมองไม่เห็น หนาพอที่เช้าพรุ่งนี้จะบอกได้ว่ามีเท้าใครมาเหยียบบ้าง
นี่คือสิ่งที่เขาเรียนมาจากเกม ในโหมดสืบสวน ผู้เล่นมือโปรจะวางกับดักร่องรอยก่อนออกจากห้องเสมอ เพราะ NPC ฉลาดๆ จะค้นห้องตอนผู้เล่นไม่อยู่
บัดนี้เขาคือ NPC ในห้องของคนอื่น
ศิษย์รับใช้สิบสองคนในเรือนพักกรนกันเป็นวง ภาคินนอนนิ่งอยู่ข้างต้าหนิวติดหน้าต่าง ลมหนาวเดือนสิบสองลอดช่องไม้เข้ามาเย็นถึงกระดูก เขานับลมหายใจของตัวเอง หนึ่งร้อย สองร้อย สามร้อย
เสียงเกราะยามดังจากไกลๆ สองครั้ง ยามสอง
ภาคินสะกิดต้าหนิว
ร่างใหญ่ลุกขึ้นทันที ตาสว่างเหมือนไม่เคยหลับ ภาคินเพิ่งรู้ว่าต้าหนิวแกล้งกรนมาตลอด
หอคัมภีร์ตั้งอยู่บนเนินทางเหนือของสำนัก สามชั้น หลังคามุงกระเบื้องเขียว ภายใต้แสงจันทร์เสี้ยวมันดูเหมือนสัตว์ร้ายตัวใหญ่ที่นอนหมอบรอเหยื่อ
ในเกม ที่นี่คือซากปรักหักพัง ผู้เล่นต้องเดินผ่านกำแพงพังๆ และหญ้าสูงท่วมเข่า ฟังเสียงเพลงประกอบเศร้าๆ ภาคินเคยเดินผ่านจุดนี้ไม่ต่ำกว่าร้อยรอบเพื่อฟาร์มของ เขาจำได้ทุกก้อนหิน
แต่ก้อนหินในความทรงจำไม่ตรงกับก้อนหินตรงหน้า
กำแพงที่ในเกมพังเป็นช่อง ตอนนี้สมบูรณ์ ทางเดินที่ในเกมรกด้วยหญ้า ตอนนี้ปูหินเรียบ และมีสิ่งที่เกมไม่เคยมี คือคนเป็นๆ ถือโคมเดินอยู่
สองคนเฝ้าหน้าประตู สองคนเดินรอบ
ภาคินกับต้าหนิวหมอบอยู่หลังพุ่มไม้ทางทิศตะวันออก ห่างจากต้นสนเก่าราวสามสิบก้าว
"รอ" ภาคินกระซิบ
แสงโคมของยามเดินรอบเคลื่อนผ่านมุมตะวันออก ช้าๆ ผ่านต้นสน ผ่านพุ่มไม้ห่างจากพวกเขาไม่ถึงสิบก้าว ภาคินได้ยินเสียงยามคนหนึ่งบ่น
"หนาวฉิบ ทำไมต้องเฝ้าหอที่ไม่มีใครกล้าเข้าด้วย"
"เพราะท่านเจ้าสำนักสั่ง" อีกคนตอบ "สองสามเดือนนี้มีคนเห็นเงาดำแถวนี้บ่อย"
ภาคินกลั้นหายใจ เงาดำ จดหมายของหลิวเฟิงพูดถึงชายชุดดำหลังหอคัมภีร์ เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับของเด็กคนเดียวแล้ว เจ้าสำนักก็ระแวงอยู่
แต่ระแวงไม่พอ เพราะอีกสองปี สำนักนี้จะหายไปจากแผ่นดิน
แสงโคมเคลื่อนไปทางทิศเหนือ แล้วเลี้ยวไปทางตะวันตก ภาคินนับในใจ เขาสังเกตยามสองคืนติด รอบละหนึ่งชั่วยาม และที่มุมตะวันตกมีศาลาเล็กๆ ที่ยามจะแวะนั่งดื่มชาร้อนราวหนึ่งถ้วยชา
หนึ่งถ้วยชา ในโลกนี้ยาวราวสิบห้านาที
เขามีเวลาสิบห้านาทีในการปีนขึ้นชั้นสาม หาตู้บัญชีเสบียง เปิดกล่องลับ เอาคัมภีร์ แล้วปีนลง
ในเกม การบุกหอคัมภีร์ทำได้ในสามนาที แต่ในเกมไม่มีซี่โครงร้าว
"ไป"
ต้นสนเก่าเปลือกหยาบ ภาคินปีนได้ง่ายกว่าที่คิด ร่างของหลิวเฟิงผอมแห้งแต่เบา และกล้ามเนื้อมือมีความชินกับงานหนักมาหลายปี เขาขึ้นถึงกิ่งใหญ่ได้ในเวลาไม่ถึงนาที
กิ่งนั้นยื่นไปแตะชายคาชั้นสองพอดี เหมือนที่เขาคำนวณไว้
เขาคลานบนกิ่งอย่างช้าๆ กิ่งแอ่นลงทุกครั้งที่ขยับ เปลือกไม้เสียดฝ่ามือจนแสบ ต้าหนิวอยู่ข้างล่าง ปลายเชือกเส้นหนึ่งพันรอบเอวภาคิน อีกปลายอยู่ในมือใหญ่ของต้าหนิว
ชายคาชั้นสอง กระเบื้องเย็นเฉียบ ภาคินวางเท้าลงทีละข้าง ฟังเสียงกระเบื้องว่าจะลั่นหรือไม่
ไม่ลั่น
ตอนนี้ถึงส่วนที่ยากที่สุด
จากชายคาชั้นสองถึงขอบหน้าต่างชั้นสาม มีเสาไม้สลักลายมังกรตั้งขึ้นไปราวสองช่วงตัวคน ลายมังกรทำให้มีที่เกาะนิ้ว แต่ตื้นมาก ภาคินทดลองแล้วเมื่อวานตอนกลางวันกับเสาโรงครัวที่สลักคล้ายๆ กัน เขาเกาะได้สิบสองวินาทีก่อนนิ้วจะหลุด
ปีนถึงหน้าต่างต้องใช้ยี่สิบ
เขาจึงทำบ่วง เชือกฟืนเส้นที่สองผูกเป็นห่วงขนาดเท้า เขาโยนปลายเชือกข้ามหัวมังกรสลักที่ยื่นออกมาตรงกลางเสา ดึงทดสอบ แน่น
ทีนี้เขาปีนได้สองช่วง ช่วงละสิบวินาที แล้วพักเท้าในบ่วงตรงกลาง
นิ้วแรกจิกลงในเกล็ดมังกร
หนึ่ง สอง สาม
ซี่โครงขวาร้องประท้วงทุกครั้งที่ยืดแขน ภาคินกัดผ้าที่พันปากไว้กันเสียงร้อง
เจ็ด แปด เก้า
เท้าขวาควานหาบ่วง เจอแล้ว เขาถ่ายน้ำหนักลงไป บ่วงรัดข้อเท้าจนเจ็บ แต่ไม่หลุด
เขาห้อยอยู่ตรงนั้น กลางอากาศ สูงจากพื้นราวสามช่วงตัวคน หายใจหอบเป็นไอขาว ลมหนาวพัดเสื้อบางๆ จนสะบัด
เขามองลงไป ต้าหนิวยืนอยู่ใต้ต้นสน แหงนหน้าขึ้นมา ในความมืดภาคินเห็นแค่เงาร่างใหญ่ แต่เขารู้ว่าต้าหนิวกำลังกลั้นใจไม่ให้เรียกชื่อเขา
อดีตเขามีเพื่อนในเกมเยอะ มีคนดูสตรีมหลักแสน แต่ไม่เคยมีใครยืนถือเชือกให้เขาตอนตีสองในความหนาว โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาไปเอาอะไร
ภาคินสูดหายใจ แล้วปีนช่วงที่สอง
หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า
ขอบหน้าต่างอยู่เหนือหัว เขาเอื้อมมือ ปลายนิ้วแตะไม้
หก เจ็ด แปด
นิ้วจับขอบหน้าต่างได้ เขาดึงตัวขึ้นด้วยแรงที่เหลือทั้งหมด หน้าต่างไม้ไม่ได้ลงกลอน ตามที่เกมบอกว่าชั้นสามไม่มีใครขึ้นมานานแล้ว ยามจึงไม่ใส่ใจ
เขากลิ้งตัวเข้าไปข้างใน หล่นลงบนพื้นไม้ดังตุบ
และนอนนิ่ง ฟัง
เงียบ
ชั้นสามของหอคัมภีร์มืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์ลอดหน้าต่างเป็นแนวเดียวบนพื้น ฝุ่นลอยในแนวแสงนั้นเหมือนหิมะที่ตกช้าผิดธรรมชาติ
กลิ่นแรกที่เขาได้คือกลิ่นกระดาษเก่า กลิ่นไม้ กลิ่นหมึก
กลิ่นที่สองทำให้เขาขมวดคิ้ว
กลิ่นเหล้า
จางมาก ปนอยู่กับฝุ่น แต่ภาคินคุ้นกับกลิ่นนี้ แม่ของเขาไม่ดื่ม แต่ลุงข้างบ้านที่มานั่งกินข้าวแกงร้านแม่ทุกเย็นตัวมีกลิ่นแบบนี้เสมอ กลิ่นเหล้าขาวราคาถูกที่หมักนานเกินไป
ในหอที่ไม่มีใครขึ้นมา ทำไมมีกลิ่นเหล้า
เกมไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้
ภาคินคลานไปตามแนวชั้นหนังสือ แต่ละชั้นสูงจรดเพดาน ม้วนคัมภีร์และสมุดเย็บเชือกเรียงแน่น ในความมืดเขาอ่านป้ายไม่ออก แต่เขาไม่ต้องอ่าน เขารู้ทิศ
มุมตะวันออกเฉียงเหนือ
เขานับชั้นในใจ ในเกม ชั้นสามมีชั้นหนังสือสิบแปดแถว แถวสุดท้ายติดผนังทิศเหนือ ตู้บัญชีเสบียงคือตู้ไม้สีเข้มไม่มีลวดลาย ตั้งชิดมุม เป็นตู้ที่ดูน่าเบื่อที่สุดในหอ เพราะมันถูกออกแบบมาให้น่าเบื่อ
สิบห้า สิบหก สิบเจ็ด
สิบแปด
ตู้อยู่ตรงนั้น
เหมือนในเกมทุกอย่าง จนภาคินขนลุก ไม้สีเข้ม มุมขวาบนบิ่นนิดหนึ่ง แม้แต่รอยบิ่นก็ตรงกัน ราวกับคนออกแบบเกมเคยยืนอยู่ตรงนี้และวาดมันจากของจริง
ความคิดนั้นทำให้เขาหยุดไปครู่หนึ่ง
แล้วเขาสะบัดหัวไล่มันทิ้ง ไม่ใช่เวลา
เขาคุกเข่าลง ใช้มือคลำใต้ตู้ ในเกม ผู้เล่นต้องกดปุ่มโต้ตอบที่ฐานตู้ด้านซ้ายสามครั้ง ในโลกจริง คงหมายถึงมีกลไกบางอย่าง
นิ้วเขาสัมผัสแผ่นไม้ที่ยื่นออกมาเล็กน้อยใต้ฐาน เขากด
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
กดอีกครั้ง
ไม่มีอะไร
ครั้งที่สาม
แกร๊ก
เสียงเบามาก แต่ในความเงียบของหอ มันดังเหมือนกระดูกหัก แผ่นไม้ใต้ตู้เลื่อนออกมาเป็นลิ้นชักแบนๆ ภาคินรู้สึกหัวใจเต้นแรงจนได้ยินเสียงในหู
เขาสอดมือเข้าไป
ลิ้นชักว่างเปล่า
ไม่ใช่ เดี๋ยว ปลายนิ้วสะดุดอะไรบางอย่าง เป็นห่อผ้า เล็กกว่าที่คิด เขาดึงออกมา
ผ้าไหมเก่าห่อหนังสือเล่มบางๆ ไม่หนากว่านิ้วก้อย ในแสงจันทร์ที่ลอดมาไม่ถึง เขาลูบปกด้วยปลายนิ้ว รู้สึกถึงรอยตัวอักษรสลัก
สองตัวอักษร
逆流
ย้อนธาร
หน้าต่างระบบที่เขามองเห็นแค่คนเดียวเด้งขึ้นตรงหน้า ตัวอักษรสีทองวาบ
[พบไอเทมระดับตำนาน: คัมภีร์ย้อนธาร (ฉบับไม่สมบูรณ์)]
ฉบับไม่สมบูรณ์?
ในเกม มันเป็นฉบับเต็ม ภาคินไม่มีเวลาสงสัย เขายัดห่อผ้าเข้าอกเสื้อ ดันลิ้นชักกลับเข้าที่ แล้วหันกลับไปทางหน้าต่าง
เขาทำได้แล้ว ทำได้จริงๆ ในเวลาไม่ถึงสิบนาที
เหลือแค่ปีนลง
แล้วเขาก็ได้ยินมัน
เสียงเชือก ไม่ใช่เสียงลม เสียงเชือกที่พันเอวเขาถูกกระตุก
หนึ่งครั้ง
สองครั้ง
สามครั้ง
สัญญาณเตือนของต้าหนิว
เลือดในตัวภาคินเย็นวาบ ยามกลับมาเร็วกว่ากำหนด หรือมีคนอื่น เขาหมอบลงกับพื้นทันที คลานไปที่หน้าต่างเพื่อแอบมองลงไป
แต่เขาไปไม่ถึง
เพราะมีมือข้างหนึ่งยื่นออกมาจากความมืดด้านหลังเขา มือที่ผอม เย็น และแข็งเหมือนกิ่งไม้แห้ง
มันวางลงบนไหล่ซ้ายของเขาพอดีกับตำแหน่งแผล
แล้วบีบ
เสียงแหบแห้งกระซิบข้างหูเขา ใกล้จนได้กลิ่นเหล้าเต็มจมูก
"ขโมยของในบ้านคนอื่น ไม่ทักเจ้าของบ้านสักคำเลยหรือ เจ้าหนู"
(จบตอนที่ 7)
ความคิดเห็น (0)
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นสิ!