ตอนที่ 4
ตอนที่ 4 เจ็ดวัน
สองปี
ตัวเลขนั้นวนอยู่ในหัวภาคินตลอดทั้งวัน ตอนกวาดหิมะ ตอนตักน้ำ ตอนนั่งกินโจ๊กใสๆ ที่มีเมล็ดข้าวนับได้ เขามองศิษย์นอกที่นั่งหัวเราะอยู่ในโรงครัว เด็กสองคนที่แย่งผักดองชิ้นสุดท้าย ป้าแก่ในครัวที่บ่นเรื่องเข่าไม่หยุด
ในเกม สำนักนี้มีแต่กำแพงพังกับหญ้าสูงเท่าเอว
ตอนนี้ มันมีเสียงหัวเราะ
เขาไม่รู้ว่าอะไรน่ากลัวกว่ากัน ระหว่างการรู้ว่าทุกคนจะตาย กับการเริ่มรู้จักชื่อพวกเขาทีละคน
คืนนั้น ภาคินแอบออกจากเรือนนอนไปที่โรงเก็บฟืน
มันอยู่หลังโรงครัว มีหลังคา มีผนังสามด้าน และไม่มีใครมาตอนกลางคืน เขายืนกลางพื้นที่ว่างระหว่างกองฟืนสองกอง แสงจันทร์ลอดเข้ามาตามร่องไม้
ท่าตั้งต้นของสำนักเมฆาคราม เมฆลอยฟ้า
ในเกม มันคือท่าที่ง่ายที่สุด มือใหม่กดปุ่มเดียวก็ทำได้ ย่อเข่า แขนขวายกขึ้นเหนือศีรษะ แขนซ้ายประคองอก น้ำหนักอยู่ที่ปลายเท้า เขาเคยทำมันได้ทั้งที่กำลังคุยโทรศัพท์กับสปอนเซอร์
ภาคินย่อเข่า
ต้นขาสั่นตั้งแต่วินาทีแรก ไม่ใช่สั่นเพราะหนาว แต่สั่นเพราะกล้ามเนื้อไม่เคยถูกใช้แบบนี้มาก่อน เขายกแขนขวา ไหล่ที่ยังช้ำเจ็บแปลบ เขากัดฟันแล้วยกต่อ แขนซ้ายประคองอก เขย่งตัวขึ้นไปบนปลายเท้า
แล้วก็ล้ม
หน้าคะมำลงบนกองขี้เลื่อย เศษไม้เข้าปาก เขานอนนิ่งอยู่ตรงนั้นสักพัก แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นมาใหม่
ครั้งที่สอง เขาค้างท่าได้สองลมหายใจ
ครั้งที่สาม สามลมหายใจ แต่ขาซ้ายพับเข้ามาเองเหมือนไม่ใช่ขาของเขา
ครั้งที่สิบ เขาเลิกนับ
เหงื่อไหลเข้าตาทั้งที่อากาศติดลบ ปอดทำงานหนักจนเจ็บซี่โครงที่ร้าว แต่สิ่งที่เจ็บกว่าคือความรู้สึกที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อนตลอดสามปีที่เล่นเกม
ความรู้สึกของคนที่รู้ว่าต้องทำอะไร รู้ทุกขั้นตอน แต่ทำไม่ได้
ตอนเขาอายุสิบหก เขาเล่นเกมนี้ครั้งแรกด้วยแคปซูลมือสองที่แม่ผ่อนสิบเดือน เขาตายในด่านแรกสามร้อยกว่าครั้ง แต่ทุกครั้งเขารู้ว่าตายเพราะอะไร กดช้าไป อ่านท่าผิด ยืนผิดที่ ทุกความผิดพลาดมีชื่อ และทุกอย่างที่มีชื่อแก้ได้
ที่นี่ไม่มีชื่อ มีแต่ร่างที่ไม่ได้เรื่อง
ภาคินนั่งลงพิงกองฟืน กอดเข่า และในที่สุดก็ปล่อยให้ตัวเองคิดถึงสิ่งที่เขาพยายามไม่คิดมาสองวัน
แม่
แม่ตื่นตีสี่ทุกวันเพื่อไปตลาด แม่ทำแกงเขียวหวานอร่อยที่สุดในซอย แม่ไม่เคยเข้าใจว่าเกมคืออะไร แต่ตอนที่เขาได้อันดับหนึ่งของประเทศครั้งแรก แม่ปิดร้านครึ่งวัน แล้วเอาใบประกาศที่พิมพ์จากร้านอินเทอร์เน็ตไปใส่กรอบทองแขวนไว้ในร้านข้างรูปพ่อ
ตอนนี้รูปของเขาคงอยู่ข้างรูปพ่อจริงๆ แล้ว
เขาร้องไห้ครั้งแรกในโรงเก็บฟืนที่เย็นเฉียบ ไม่มีเสียง ไม่มีใครเห็น นานจนแสงจันทร์เคลื่อนจากร่องไม้หนึ่งไปอีกร่องหนึ่ง
แล้วเขาก็เช็ดหน้าด้วยแขนเสื้อ
"พอแล้ว" เขาพูดกับตัวเองเป็นภาษาไทย คำแรกที่พูดภาษาไทยตั้งแต่มาถึงที่นี่ เสียงที่ออกมาแปลกและสั่น เหมือนลิ้นของร่างนี้ไม่คุ้นกับมัน "แพ้แล้วดูรีเพลย์ ไม่ใช่นั่งร้องไห้"
นั่นคือกฎข้อแรกของทีมที่เขาตั้งขึ้นเองตอนสิบเจ็ด ทีมที่มีสมาชิกคนเดียว
เขาหลับตา แล้วเริ่มทำสิ่งที่ทำทุกครั้งหลังแพ้ เล่นภาพย้อนหลังในหัว ทีละเฟรม
ท่าเมฆลอยฟ้าล้มเพราะอะไร ไม่ใช่เพราะขาไม่มีแรง ตัวละครเลเวลหนึ่งในเกมก็ไม่มีแรงเหมือนกัน แต่ตัวละครเลเวลหนึ่งมี ลมปราณพื้นฐาน คอยพยุงตัวอยู่ ท่าเมฆลอยฟ้าออกแบบมาให้ปราณไหลจากตันเถียนลงเท้า ไม่ใช่ให้กล้ามเนื้อแบกทั้งตัว
คนที่ชีพจรพัง ทำท่านี้ไม่ได้ตลอดชีวิต
คนที่ชีพจรพัง ทำท่าไหนของสำนักไหนก็ไม่ได้ทั้งนั้น
เหตุผลนั้นทำให้ภาคินหายใจได้เต็มปอดขึ้น ปัญหาที่มีชื่อแล้ว คือปัญหาที่เริ่มแก้ได้
แต่ก่อนจะแก้ปัญหาเรื่องชีพจร มีอีกคำถามหนึ่งที่เขาต้องตอบก่อน คำถามที่เขาหลบเลี่ยงมาตลอดทั้งวัน
หลิวเฟิงตายเมื่อไหร่
เขาพยายามนึกถึงฉากเปิดของเควสเงาอดีต
ผู้เล่นแตะแผ่นศิลา ภาพตรงหน้ากลายเป็นสีซีเปีย ตัวอักษรพู่กันสีทองค่อยๆ ปรากฏทีละตัว พร้อมเสียงพากย์ผู้ชายสูงอายุที่เขาเคยคิดว่าเว่อร์เกินไป
เขากดข้ามมัน เขากดข้ามทุกอย่างที่ไม่ใช่การต่อสู้
แต่สมองของคนที่เล่นเกมวันละสิบหกชั่วโมงมาสามปี เก็บทุกอย่างไว้มากกว่าที่เจ้าตัวคิด เหมือนเพลงโฆษณาที่ไม่เคยตั้งใจฟังแต่ร้องตามได้ทุกคำ
เขาหลับตา ปล่อยให้เสียงนั้นกลับมา
ปีที่สิบเจ็ดแห่งรัชศกเทียนเหอ เดือนสิบสอง วันที่เจ็ด
หิมะตกหนักที่สุดในรอบสิบปี
ศิษย์นอกผู้หนึ่งของสำนักเมฆาคราม ถูกพบเป็นศพริมลำธารหลังเขา ร่างไม่มีบาดแผล มีเพียงริมฝีปากที่เป็นสีม่วงคล้ำ
ในมือของเขา กำจดหมายฉบับหนึ่งไว้แน่น แน่นจนไม่มีใครง้างออก
ไม่มีใครสนใจศพของศิษย์พิการ ไม่มีใครถามว่าเขาตายเพราะอะไร จนกระทั่งสองปีต่อมา เมื่อสำนักทั้งสำนักตายตามเขาไป
ภาคินลืมตา
ร่างไม่มีบาดแผล
นั่นหมายความว่าหลิวเฟิงไม่ได้ตายเพราะจางหู่ หลิวเฟิงตัวจริงตายไปแล้วเมื่อคืนก่อนตอนที่ถูกรุมทุบ แต่ในประวัติศาสตร์ที่เกมบันทึกไว้ เขารอดคืนนั้นมาได้ และตายทีหลังด้วยอะไรบางอย่างที่ทำให้ริมฝีปากเป็นสีม่วง
พิษ
คนที่ถูกวางยาพิษ ไม่ใช่คนที่ถูกรังแกเพราะอ่อนแอ คนที่ถูกวางยาพิษคือคนที่ใครบางคนอยากให้เงียบ
แล้วจดหมายฉบับนั้นละ ในเกมผู้เล่นไม่เคยได้อ่านเนื้อความข้างใน เพราะมันถูกผนึกไว้ในฐานะ "ไอเทมเควสห้ามเปิด" มีแค่บรรทัดหน้าซองเท่านั้นที่อ่านได้
ภาคินลุกขึ้นทันทีจนเกือบสะดุดกองฟืน
เรือนนอนมืดสนิท เสียงกรนของต้าหนิวดังที่สุดในห้องจนกลบเสียงทุกอย่าง ภาคินคลานไปที่มุมของตัวเอง มือคลำหาสิ่งที่หลิวเฟิงอาจซ่อนไว้ ใต้เสื่อฟาง ในร่องกำแพง ในกล่องไม้เล็กที่มีแต่เสื้อสองตัวกับหวีไม้หนึ่งอัน
ไม่มี
แล้วมือก็ไปหยุดที่หมอน
หมอนทำจากถุงผ้ายัดแกลบข้าว มันแข็งผิดปกติตรงมุมหนึ่ง ภาคินแกะตะเข็บที่เย็บไว้หยาบๆ สอดนิ้วเข้าไป และดึงกระดาษที่พับไว้เล็กเท่านิ้วหัวแม่มือออกมา
เขาเดินไปที่หน้าต่าง คลี่กระดาษออกใต้แสงจันทร์ที่สะท้อนหิมะ
ลายมือเขียนไม่สวย ตัวอักษรเอียงเหมือนคนเขียนมือสั่น และเขียนไม่จบ
พี่หญิงอิง
คืนก่อนข้าไปเก็บฟืนหลังหอตำรา ข้าเห็นผู้อาวุโสท่านหนึ่งยืนคุยกับคนสวมชุดดำ เขาส่งของบางอย่างให้กัน เป็นแผนที่ ข้าไม่แน่ใจว่าเขาเห็นข้าหรือเปล่า แต่ตั้งแต่เช้าเมื่อวาน เขามองข้าทุกครั้งที่เดินผ่าน
ผู้อาวุโสท่านนั้นคือ
ตัวอักษรหยุดอยู่ตรงนั้น มีหยดหมึกแห้งติดอยู่เหมือนพู่กันถูกกดค้างไว้นาน แล้วถูกยกออกไปเฉยๆ
ภาคินมองปฏิทินในหัว
วันนี้คือวันที่สามสิบเดือนสิบเอ็ด วันที่ศพของหลิวเฟิงถูกพบคือวันที่เจ็ดเดือนสิบสอง
เจ็ดวัน
คนที่ฆ่าหลิวเฟิงในประวัติศาสตร์ ไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นตายไปแล้ว เขารู้แค่ว่ามีเด็กคนหนึ่งเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น
และในอีกเจ็ดวัน เขาจะมาเก็บเด็กคนนั้น
ซึ่งตอนนี้คือภาคิน
ความคิดเห็น (0)
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นสิ!